วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อิสลามสอนให้ฟันต้นคอฆ่าศึก

“มวยคนละรุ่น”
กรณีคนมุสลิมโต้ อ.บรรจบ ยังถือว่ามวยรุ่นเดียวกัน
แต่ อพช.โต้ กับ จุฬาราชมนตรี นี่ซิคนละรุ่น?

สืบเนื่องมาจากจุฬาราชมนตรีได้ทำหนังสือยื่นต่อนายกรัฐมนตรีให้จัดการเรื่อง การแพร่กระจายข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม เมื่อวันที่ 9 พ.ย.58 ต่อมาวันที่ 5 ม.ค.59 องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำโดยพ.ม.บุญถึง ...ได้ยื่นหนังสือแย้งไปที่นายก  โต้แย้งจุฬาฯ พอสรุปได้ ดังนี้

จุฬาราชมนตรีกล่าวว่า   “สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมนั้น  เขาจะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ใด  ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ  แต่จักต้องสรรสร้างคุณประโยชน์และความสงบสุขให้กับผู้นั้น  การศรัทธาในอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า  คือ การให้ความรักต่อเพื่อนมนุษย์  และคนที่ดีที่สุด คือ คนที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์มากที่สุด” ทำนองว่า คนพุทธรังแกมุสลิมๆ เป็นคนซื่อ รักสงบ
อพช.กล่าวแย้งว่า  “คำพูดเหล่านี้ตรงข้ามกับความจริงที่เกิดขึ้นรายวัน  ณ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนมุสลิมอยู่กันจำนวนมาก  กลับมีความรุนแรงในทุกพื้นที่  และทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทุกวัน  จนกระทั่งพระสงฆ์ผู้ไม่มีพิษภัยต่อผู้ใด  การกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ

อนึ่งคำกล่าวนี้  ยังตรงข้ามกับคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอ่าน  ที่มีเนื้อหาสั่งให้คนมุสลิมทำร้ายคนที่นับถือศาสนาอื่นได้  และมีคำสอนเช่นนี้มากมายหลายบทในคัมภีร์อัลกุรอ่าน เช่น
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  พวกเจ้าจงทำศึกกับบรรดาพวกไร้ศรัทธาที่อยู่ใกล้เคียง  (เพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม) และจงทำให้พวกเขาได้พบกับความแข็งแกร่งในหมู่พวกเจ้า  และพวกเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า  แท้จริงอัลเลาะห์อยู่พร้อมกับบรรดาผู้ยำเกรง” (ซูเราะห์ที่ 9: 123 อัตเตาบะห์)

“พวกเจ้าจงฟาดฟันลงไปบนต้นคอทั้งหลายของข้าศึกเถิด  และจงฟาดฟันทุกปลายนิ้วมือของพวกมัน  นั่นเป็นคำบัญชาจากพระอัลเลาะห์  เพราะเหตุพวกเขาได้ต่อต้านอัลเลาะห์และ ศาสนฑูตของพระองค์ และผู้ใดต่อต้านอัลเลาะห์และศาสนทูตของพระองค์  แน่นอนอัลล์ทรงลงโทษรุนแรงยิ่งนัก” (ซูเราะห์ที่ 8 :12-13 อัลอัมพาล)
 “การรบนั้นหาได้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ประการใดไม่  หากแต่เป็นหน้าที่ของอัลเลาะห์ที่จะจัดให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์  ไม่ว่าพระองค์จะทรงรับคำสารภาพผิดแก่พวกนั้น  หรือจะทรงลงโทษพวกเขาก็ตาม  เป็นสิทธิของอัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียว  เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นพวกฉ้อฉล” (ซูเราะห์ที่ 3:128 อาลิอิมรอน)

คำสอนเหล่านี้  ล้วนตรงกันข้ามกับที่จุฬาราชมนตรีแถลงมาในคำร้องเรียน  เพราะคำสอนเหล่านี้  จึงทำให้เหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยไม่อาจยุติลงได้  และมีนักรบมุสลิมจำนวนมากแถลงการณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อกำจัดชาวพุทธให้หมดไปจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้
ดังนั้น จุฬาราชมนตรี  จึงเป็นผู้ทำเอกสารอันเท็จไปถึงนายกรัฐมนตรี  จึงควรที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ควรจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด  และตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

นอกจากนี้  คำสอนเหล่านี้ ยังจัดว่าผิดกฎหมายอาญาของไทยหลายมาตรา เข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 113(3),114, 116, 119 ,120, 121,และ 122 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และเข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร  ตามมาตรา 211, 212, 213, 214 และ 215   และเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ตามมาตรา 217, 218, 219, 220, 221,222, 223, 224, 225และ 226 อีกด้วย

จุฬาราชมนตรี กล่าวในข้อ 4 บางตอนว่า  “หากผลการตรวจสอบข้อมูลพบว่า  เป็นการจงใจให้ร้ายต่อคนต่างศาสนิกโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด  ขอให้มีการกำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด  เพื่อยุติการสร้างความเข้าใจผิดที่จะนำไปสู่ความแตกแยกซ้ำซ้อนและความขัดแย้งที่จะถลำขึ้นไปต่อสังคมไทย”
  อพช.ได้นำหลักฐานจากเว็บไซต์ของคนมุสลิมที่ไม่เพียงแต่สร้างความเกลียดชังหรือแตกแยกในบ้านเมืองเท่านั้น  แต่ยังรุนแรงไปถึงข่มขู่ยุยงให้แบ่งแยกประเทศไทย  หรือตั้งรัฐปัตตานีด้วย เช่น เพจนักรบฟาตอนี ที่ขับไล่ชาวพุทธออกจากชายแดนใต้  เพจรัฐ-จูแว  และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้น
คู่นี้ซิ?  เหมือนมวยคนละรุ่น  แต่โต้กันมันส์แบบล็อกถล่ม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น