“มวยคนละรุ่น”
กรณีคนมุสลิมโต้ อ.บรรจบ ยังถือว่ามวยรุ่นเดียวกัน
แต่ อพช.โต้ กับ จุฬาราชมนตรี นี่ซิคนละรุ่น?
สืบเนื่องมาจากจุฬาราชมนตรีได้ทำหนังสือยื่นต่อนายกรัฐมนตรีให้จัดการเรื่อง การแพร่กระจายข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม เมื่อวันที่ 9 พ.ย.58 ต่อมาวันที่ 5 ม.ค.59 องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำโดยพ.ม.บุญถึง ...ได้ยื่นหนังสือแย้งไปที่นายก โต้แย้งจุฬาฯ พอสรุปได้ ดังนี้
จุฬาราชมนตรีกล่าวว่า “สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมนั้น เขาจะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ใด ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ แต่จักต้องสรรสร้างคุณประโยชน์และความสงบสุขให้กับผู้นั้น การศรัทธาในอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า คือ การให้ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และคนที่ดีที่สุด คือ คนที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์มากที่สุด” ทำนองว่า คนพุทธรังแกมุสลิมๆ เป็นคนซื่อ รักสงบ
อพช.กล่าวแย้งว่า “คำพูดเหล่านี้ตรงข้ามกับความจริงที่เกิดขึ้นรายวัน ณ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนมุสลิมอยู่กันจำนวนมาก กลับมีความรุนแรงในทุกพื้นที่ และทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทุกวัน จนกระทั่งพระสงฆ์ผู้ไม่มีพิษภัยต่อผู้ใด การกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ
อนึ่งคำกล่าวนี้ ยังตรงข้ามกับคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่มีเนื้อหาสั่งให้คนมุสลิมทำร้ายคนที่นับถือศาสนาอื่นได้ และมีคำสอนเช่นนี้มากมายหลายบทในคัมภีร์อัลกุรอ่าน เช่น
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงทำศึกกับบรรดาพวกไร้ศรัทธาที่อยู่ใกล้เคียง (เพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม) และจงทำให้พวกเขาได้พบกับความแข็งแกร่งในหมู่พวกเจ้า และพวกเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงอัลเลาะห์อยู่พร้อมกับบรรดาผู้ยำเกรง” (ซูเราะห์ที่ 9: 123 อัตเตาบะห์)
“พวกเจ้าจงฟาดฟันลงไปบนต้นคอทั้งหลายของข้าศึกเถิด และจงฟาดฟันทุกปลายนิ้วมือของพวกมัน นั่นเป็นคำบัญชาจากพระอัลเลาะห์ เพราะเหตุพวกเขาได้ต่อต้านอัลเลาะห์และ ศาสนฑูตของพระองค์ และผู้ใดต่อต้านอัลเลาะห์และศาสนทูตของพระองค์ แน่นอนอัลล์ทรงลงโทษรุนแรงยิ่งนัก” (ซูเราะห์ที่ 8 :12-13 อัลอัมพาล)
“การรบนั้นหาได้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ประการใดไม่ หากแต่เป็นหน้าที่ของอัลเลาะห์ที่จะจัดให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงรับคำสารภาพผิดแก่พวกนั้น หรือจะทรงลงโทษพวกเขาก็ตาม เป็นสิทธิของอัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียว เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นพวกฉ้อฉล” (ซูเราะห์ที่ 3:128 อาลิอิมรอน)
คำสอนเหล่านี้ ล้วนตรงกันข้ามกับที่จุฬาราชมนตรีแถลงมาในคำร้องเรียน เพราะคำสอนเหล่านี้ จึงทำให้เหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยไม่อาจยุติลงได้ และมีนักรบมุสลิมจำนวนมากแถลงการณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อกำจัดชาวพุทธให้หมดไปจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้
ดังนั้น จุฬาราชมนตรี จึงเป็นผู้ทำเอกสารอันเท็จไปถึงนายกรัฐมนตรี จึงควรที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ควรจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
นอกจากนี้ คำสอนเหล่านี้ ยังจัดว่าผิดกฎหมายอาญาของไทยหลายมาตรา เข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 113(3),114, 116, 119 ,120, 121,และ 122 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และเข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร ตามมาตรา 211, 212, 213, 214 และ 215 และเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ตามมาตรา 217, 218, 219, 220, 221,222, 223, 224, 225และ 226 อีกด้วย
จุฬาราชมนตรี กล่าวในข้อ 4 บางตอนว่า “หากผลการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เป็นการจงใจให้ร้ายต่อคนต่างศาสนิกโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด ขอให้มีการกำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อยุติการสร้างความเข้าใจผิดที่จะนำไปสู่ความแตกแยกซ้ำซ้อนและความขัดแย้งที่จะถลำขึ้นไปต่อสังคมไทย”
อพช.ได้นำหลักฐานจากเว็บไซต์ของคนมุสลิมที่ไม่เพียงแต่สร้างความเกลียดชังหรือแตกแยกในบ้านเมืองเท่านั้น แต่ยังรุนแรงไปถึงข่มขู่ยุยงให้แบ่งแยกประเทศไทย หรือตั้งรัฐปัตตานีด้วย เช่น เพจนักรบฟาตอนี ที่ขับไล่ชาวพุทธออกจากชายแดนใต้ เพจรัฐ-จูแว และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้น
คู่นี้ซิ? เหมือนมวยคนละรุ่น แต่โต้กันมันส์แบบล็อกถล่ม
กรณีคนมุสลิมโต้ อ.บรรจบ ยังถือว่ามวยรุ่นเดียวกัน
แต่ อพช.โต้ กับ จุฬาราชมนตรี นี่ซิคนละรุ่น?
สืบเนื่องมาจากจุฬาราชมนตรีได้ทำหนังสือยื่นต่อนายกรัฐมนตรีให้จัดการเรื่อง การแพร่กระจายข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม เมื่อวันที่ 9 พ.ย.58 ต่อมาวันที่ 5 ม.ค.59 องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำโดยพ.ม.บุญถึง ...ได้ยื่นหนังสือแย้งไปที่นายก โต้แย้งจุฬาฯ พอสรุปได้ ดังนี้
จุฬาราชมนตรีกล่าวว่า “สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมนั้น เขาจะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ใด ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ แต่จักต้องสรรสร้างคุณประโยชน์และความสงบสุขให้กับผู้นั้น การศรัทธาในอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า คือ การให้ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และคนที่ดีที่สุด คือ คนที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์มากที่สุด” ทำนองว่า คนพุทธรังแกมุสลิมๆ เป็นคนซื่อ รักสงบ
อพช.กล่าวแย้งว่า “คำพูดเหล่านี้ตรงข้ามกับความจริงที่เกิดขึ้นรายวัน ณ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนมุสลิมอยู่กันจำนวนมาก กลับมีความรุนแรงในทุกพื้นที่ และทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทุกวัน จนกระทั่งพระสงฆ์ผู้ไม่มีพิษภัยต่อผู้ใด การกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ
อนึ่งคำกล่าวนี้ ยังตรงข้ามกับคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่มีเนื้อหาสั่งให้คนมุสลิมทำร้ายคนที่นับถือศาสนาอื่นได้ และมีคำสอนเช่นนี้มากมายหลายบทในคัมภีร์อัลกุรอ่าน เช่น
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงทำศึกกับบรรดาพวกไร้ศรัทธาที่อยู่ใกล้เคียง (เพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม) และจงทำให้พวกเขาได้พบกับความแข็งแกร่งในหมู่พวกเจ้า และพวกเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงอัลเลาะห์อยู่พร้อมกับบรรดาผู้ยำเกรง” (ซูเราะห์ที่ 9: 123 อัตเตาบะห์)
“พวกเจ้าจงฟาดฟันลงไปบนต้นคอทั้งหลายของข้าศึกเถิด และจงฟาดฟันทุกปลายนิ้วมือของพวกมัน นั่นเป็นคำบัญชาจากพระอัลเลาะห์ เพราะเหตุพวกเขาได้ต่อต้านอัลเลาะห์และ ศาสนฑูตของพระองค์ และผู้ใดต่อต้านอัลเลาะห์และศาสนทูตของพระองค์ แน่นอนอัลล์ทรงลงโทษรุนแรงยิ่งนัก” (ซูเราะห์ที่ 8 :12-13 อัลอัมพาล)
“การรบนั้นหาได้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ประการใดไม่ หากแต่เป็นหน้าที่ของอัลเลาะห์ที่จะจัดให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงรับคำสารภาพผิดแก่พวกนั้น หรือจะทรงลงโทษพวกเขาก็ตาม เป็นสิทธิของอัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียว เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นพวกฉ้อฉล” (ซูเราะห์ที่ 3:128 อาลิอิมรอน)
คำสอนเหล่านี้ ล้วนตรงกันข้ามกับที่จุฬาราชมนตรีแถลงมาในคำร้องเรียน เพราะคำสอนเหล่านี้ จึงทำให้เหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยไม่อาจยุติลงได้ และมีนักรบมุสลิมจำนวนมากแถลงการณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อกำจัดชาวพุทธให้หมดไปจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้
ดังนั้น จุฬาราชมนตรี จึงเป็นผู้ทำเอกสารอันเท็จไปถึงนายกรัฐมนตรี จึงควรที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ควรจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
นอกจากนี้ คำสอนเหล่านี้ ยังจัดว่าผิดกฎหมายอาญาของไทยหลายมาตรา เข้าข่ายความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 113(3),114, 116, 119 ,120, 121,และ 122 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต และเข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร ตามมาตรา 211, 212, 213, 214 และ 215 และเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ตามมาตรา 217, 218, 219, 220, 221,222, 223, 224, 225และ 226 อีกด้วย
จุฬาราชมนตรี กล่าวในข้อ 4 บางตอนว่า “หากผลการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เป็นการจงใจให้ร้ายต่อคนต่างศาสนิกโดยไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด ขอให้มีการกำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อยุติการสร้างความเข้าใจผิดที่จะนำไปสู่ความแตกแยกซ้ำซ้อนและความขัดแย้งที่จะถลำขึ้นไปต่อสังคมไทย”
อพช.ได้นำหลักฐานจากเว็บไซต์ของคนมุสลิมที่ไม่เพียงแต่สร้างความเกลียดชังหรือแตกแยกในบ้านเมืองเท่านั้น แต่ยังรุนแรงไปถึงข่มขู่ยุยงให้แบ่งแยกประเทศไทย หรือตั้งรัฐปัตตานีด้วย เช่น เพจนักรบฟาตอนี ที่ขับไล่ชาวพุทธออกจากชายแดนใต้ เพจรัฐ-จูแว และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้น
คู่นี้ซิ? เหมือนมวยคนละรุ่น แต่โต้กันมันส์แบบล็อกถล่ม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น